สนธิสัญญาทะเลหลวง BBNJ มีผลบังคับใช้แล้ว: ก้าวประวัติศาสตร์ปกป้อง 2 ใน 3 ของมหาสมุทรโลก
ประวัติศาสตร์โลก: สนธิสัญญา BBNJ มีผลบังคับใช้แล้ว
เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2026 สนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลในเขตนอกเหนืออำนาจรัฐชาติ หรือที่รู้จักกันในชื่อ High Seas Treaty หรือ BBNJ Agreement ได้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในฐานะกฎหมายระหว่างประเทศที่มีผลผูกพัน นับเป็นความสำเร็จทางประวัติศาสตร์หลังจากกว่า 20 ปีของการเจรจาในเวทีสหประชาชาติ
สนธิสัญญาฉบับนี้ซึ่งมีชื่อเต็มว่า Agreement under the United Nations Convention on the Law of the Sea on the Conservation and Sustainable Use of Marine Biological Diversity of Areas beyond National Jurisdiction ได้รับการรับรองโดยประเทศสมาชิกสหประชาชาติในเดือนมิถุนายน 2023 และในเดือนกันยายน 2025 มี 60 ประเทศให้สัตยาบัน ซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดให้สนธิสัญญามีผลบังคับใช้ภายใน 120 วันถัดมา
ทำไมสนธิสัญญานี้จึงสำคัญ?
ทะเลหลวง (High Seas) คือพื้นที่มหาสมุทรที่อยู่นอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) ของทุกประเทศ ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 2 ใน 3 ของมหาสมุทรทั้งหมด หรือคิดเป็นกว่า 50% ของพื้นผิวโลก และเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตนับล้านสปีชีส์ ก่อนหน้านี้ไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศที่ครอบคลุมการคุ้มครองพื้นที่เหล่านี้อย่างเป็นระบบ ทำให้การประมงเกินขนาด การทำเหมืองใต้ทะเล และมลพิษทางทะเลดำเนินไปโดยไม่มีการควบคุมที่เพียงพอ
- ทะเลหลวงครอบคลุมพื้นผิวโลกกว่า 50% และมากกว่า 90% ของ habitat ของโลกตามปริมาตร
- สิ่งมีชีวิตทางทะเลมากกว่า 80% ยังไม่ถูกค้นพบหรือศึกษา
- ปัจจุบันมีเพียง 1.2% ของทะเลหลวงที่ได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นทางการ
- มหาสมุทรดูดซับ CO₂ ประมาณ 25% ของการปล่อยก๊าซของมนุษย์ทุกปี
4 เสาหลักของสนธิสัญญา BBNJ
สนธิสัญญา BBNJ สร้างกรอบกฎหมายบน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่:
- ทรัพยากรพันธุกรรมทางทะเล (Marine Genetic Resources) — กำหนดกติกาการแบ่งปันผลประโยชน์จากการค้นพบทางพันธุกรรมในทะเลหลวงอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะระหว่างประเทศร่ำรวยและประเทศกำลังพัฒนา
- เครื่องมือการจัดการพื้นที่ (Area-Based Management Tools) — เปิดทางให้ประเทศต่างๆ ร่วมกันสร้างเขตสงวนทางทะเล (Marine Protected Areas) ในทะเลหลวงเป็นครั้งแรก
- การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessments) — บังคับให้กิจกรรมที่มีผลกระทบต่อทะเลหลวงต้องผ่านการประเมินอย่างเป็นระบบ
- การถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างศักยภาพ (Capacity Building & Technology Transfer) — ช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถมีส่วนร่วมในการติดตามและปกป้องมหาสมุทรได้
เป้าหมาย 30x30: ปกป้อง 30% ของมหาสมุทรภายในปี 2030
สนธิสัญญา BBNJ เป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้โลกบรรลุเป้าหมาย 30x30 ซึ่งเป็นพันธสัญญาของ 196 ประเทศในการประชุม UN Biodiversity Conference ที่มอนทรีออลปี 2022 ว่าจะปกป้องพื้นที่ทางบกและทางทะเล 30% ของโลกภายในปี 2030 ขณะนี้พื้นที่ทะเลที่ได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นทางการมีเพียงราว 8% เท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเขตน่านน้ำของประเทศต่างๆ โดยไม่มีกลไกที่ครอบคลุมทะเลหลวงมาก่อน
ดร. ฌีลลี แกวิน นักวิทยาศาสตร์มหาสมุทรจาก High Seas Alliance กล่าวว่า "นี่คือก้าวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับการอนุรักษ์มหาสมุทรในรอบหลายสิบปี เทียบได้กับสนธิสัญญาปารีสสำหรับสภาพภูมิอากาศ แต่ครั้งนี้มันคือสำหรับทะเลของเรา"
ขั้นตอนต่อไป: COP ครั้งแรกภายในปี 2026
หลังจากสนธิสัญญามีผลบังคับใช้ ประเทศที่ให้สัตยาบันต้องเตรียมจัดการประชุม Conference of the Parties (COP) ครั้งแรกภายในหนึ่งปี ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2026 เพื่อกำหนดกติกาการปฏิบัติ การตั้งเขตสงวนทางทะเลในทะเลหลวง และกลไกการบังคับใช้ร่วมกัน
- ประเทศสมาชิกต้องพัฒนาแผนปฏิบัติการระดับชาติภายใน 2 ปี
- คณะกรรมการวิทยาศาสตร์จะเริ่มกำหนดพื้นที่ทะเลหลวงที่ควรได้รับการคุ้มครองเป็นอันดับแรก
- ระบบแบ่งปันข้อมูลพันธุกรรมทางทะเลระหว่างประเทศจะถูกสร้างขึ้น
- กองทุนช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาให้มีส่วนร่วมในการปกป้องทะเลจะเริ่มดำเนินการ
ผลกระทบต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลสูงที่สุดในโลก สนธิสัญญา BBNJ จะมีผลกระทบสำคัญต่อการประมง การท่องเที่ยวทางทะเล และการวิจัยทางชีววิทยา ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่พึ่งพาการประมงและการท่องเที่ยวทางทะเลเป็นอย่างมาก จะต้องปรับกฎหมายและแนวปฏิบัติให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ โดยเฉพาะในเรื่องการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับกิจกรรมในทะเลหลวง
นักวิจัยจาก World Resources Institute ชี้ว่า มหาสมุทรที่มีสุขภาพดีสามารถผลิตอาหารให้ประชากรโลกได้มากขึ้น 6 เท่า ลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีนัยสำคัญ และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงนิเวศปีละหลายแสนล้านดอลลาร์ สนธิสัญญา BBNJ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการอนุรักษ์ แต่ยังเป็นเรื่องของความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจโลกในระยะยาว
สนธิสัญญา BBNJ ถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จด้านพหุภาคีนิยมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคของเรา ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตหลายด้านพร้อมกัน การที่นานาชาติสามารถเจรจาและตกลงกันในกรอบการปกป้องมหาสมุทรได้สำเร็จ ส่งสัญญาณว่ายังมีหวังสำหรับการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลกร่วมกัน