ประวัติศาสตร์ Bitcoin: ขุดครบ 20 ล้านเหรียญแล้ว — เหลือเพียง 1 ล้านเหรียญสุดท้ายที่จะใช้เวลา 114 ปีในการขุด
เมื่อวันที่ 10-11 มีนาคม 2026 เครือข่าย Bitcoin บันทึกเหตุการณ์สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สกุลเงินดิจิทัล — การขุดเหรียญ Bitcoin ครบ 20 ล้านเหรียญ นับตั้งแต่บล็อกแรก (Genesis Block) ถูกสร้างขึ้นโดย Satoshi Nakamoto เมื่อปี 2009 ปัจจุบัน Bitcoin ที่หมุนเวียนอยู่ในระบบคิดเป็น 95.24% ของซัพพลายสูงสุดที่จะมีได้ตลอดกาล 21 ล้านเหรียญ นั่นหมายความว่าเหลือ Bitcoin อีกเพียง 1 ล้านเหรียญ ที่รอการขุดในอีก 114 ปีข้างหน้า
บล็อกที่ 940,000: ชั่วโมงประวัติศาสตร์
เหรียญ Bitcoin ลำดับที่ 20 ล้านถูกขุดขึ้นที่ บล็อกหมายเลข 940,000 โดยกลุ่มขุดเหมือง (Mining Pool) ชื่อ Foundry USA ซึ่งได้รับรางวัลบล็อก 3.125 BTC เป็นค่าตอบแทน กว่าจะมาถึงวันนี้ใช้เวลานานถึง 17 ปี นับจากวันที่ Bitcoin ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 2009 ต้องผ่านการ Halving มาแล้ว 4 ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งจะลดรางวัลบล็อกลงครึ่งหนึ่ง
ปัจจุบันหลังจากการ Halving ครั้งที่ 4 เมื่อเดือนเมษายน 2024 เครือข่าย Bitcoin สร้างเหรียญใหม่เพียง 450 BTC ต่อวัน อัตราเงินเฟ้อของ Bitcoin ลดลงต่ำกว่า 1% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าทองคำและสกุลเงินทั้งหมดในโลก
1 ล้านเหรียญสุดท้าย: ต้องรอถึงปี 2140
ด้วยกลไก Halving ที่ออกแบบมาเพื่อลดอัตราการขุดครึ่งหนึ่งทุก 4 ปี Bitcoin 1 ล้านเหรียญสุดท้ายจะถูกขุดออกมาช้าลงอย่างมาก ตามไทม์ไลน์ที่คาดการณ์ไว้ดังนี้:
- เมษายน 2028: Halving ครั้งที่ 5 รางวัลบล็อกลดเหลือ 1.5625 BTC — ผลิต Bitcoin ได้เพียง 225 BTC ต่อวัน
- 2032: Halving ครั้งที่ 6 รางวัลบล็อกลดเหลือ 0.78125 BTC — ผลิตได้ประมาณ 112 BTC ต่อวัน
- 2140: Block Subsidy สิ้นสุดลงสมบูรณ์ — นักขุดจะได้รับเพียงค่าธรรมเนียมธุรกรรมเท่านั้น
- เหรียญ Bitcoin สุดท้าย 1 satoshi จะถูกขุดราวปี 2140 หากเครือข่ายยังดำเนินต่อไป
Bitcoin ที่สูญหายตลอดกาล: ซัพพลายจริงน้อยกว่าที่คิด
แม้ว่าจะมี Bitcoin อยู่ในระบบ 20 ล้านเหรียญ แต่ความจริงแล้ว Bitcoin ที่ใช้ได้จริงมีน้อยกว่านั้นมาก บริษัทวิเคราะห์บล็อกเชนอย่าง Chainalysis และ River Financial ประเมินว่า Bitcoin ระหว่าง 2.3 ถึง 3.7 ล้านเหรียญ ได้หายไปตลอดกาล ไม่มีใครสามารถเข้าถึงได้อีก
- กระเป๋าเงิน (Wallet) ยุคแรกที่สูญหาย Private Key ไปแล้ว รวมถึงของ Satoshi Nakamoto เองที่ไม่เคยเคลื่อนย้าย
- ฮาร์ดไดร์ฟ์ที่ถูกทิ้งหรือเสียหาย เช่น กรณีชายที่ทิ้งฮาร์ดไดร์ฟ์ 8,000 BTC ลงหลุมขยะในเวลส์
- ผู้ถือ Bitcoin ยุคแรกที่เสียชีวิตโดยไม่ทิ้งรหัสผ่านหรือ Seed Phrase ไว้
ซึ่งหมายความว่า Bitcoin ที่หมุนเวียนได้จริงในตลาดอาจเหลือเพียง 12.5 ถึง 14 ล้านเหรียญ เท่านั้น ทำให้ความหายากที่แท้จริงสูงกว่าที่ตัวเลขบนกระดาษแสดงอยู่มาก
ยักษ์ใหญ่กักตุน Bitcoin: Supply ออกจากตลาดไปแล้วเกือบ 11%
ในปี 2026 ซัพพลาย Bitcoin ที่ถูก ‘ล็อก’ ออกจากตลาดอย่างเป็นทางการนั้นมหาศาลเป็นประวัติการณ์:
- สำรอง Bitcoin เชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ (U.S. Strategic Bitcoin Reserve): 328,372 BTC — รัฐบาลสหรัฐฯ กลายเป็นผู้ถือ BTC รายใหญ่ที่สุดในโลก
- Strategy Inc. (เดิมชื่อ MicroStrategy): มากกว่า 714,000 BTC ในคลังทรัพย์สินของบริษัท
- Spot Bitcoin ETF ทั่วโลก: มากกว่า 1.26 ล้าน BTC ถูกฝากไว้ในกองทุน
- รวมกันแล้ว: เกือบ 11% ของ Bitcoin ที่ขุดมาทั้งหมดอยู่ในการถือครองระยะยาวของสถาบัน
ผลกระทบต่อราคา: Scarcity จะดัน BTC พุ่งสูงแค่ไหน?
แม้จะเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ แต่ผลกระทบต่อราคา Bitcoin ในระยะสั้นกลับค่อนข้างจำกัด เนื่องจากตลาดได้ ‘Price in’ เหตุการณ์นี้ล่วงหน้าแล้ว อย่างไรก็ตามในระยะยาว ความหายากที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องยังคงเป็นกรณีพื้นฐานสำหรับ Bitcoin ในฐานะ ‘ทองคำดิจิทัล’ (Digital Gold)
ขณะนี้ผู้เทรดบนแพลตฟอร์ม Polymarket ให้ความน่าจะเป็น 83% ที่ Bitcoin จะแตะ ,000 ภายในสิ้นปี 2026 อย่างไรก็ตามความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงกว่า ต่อบาร์เรล ยังคงสร้างความผันผวนในตลาดการเงินโลก ทำให้นักลงทุนต้องระมัดระวัง
สรุป: ก้าวสู่ยุคใหม่ของ Bitcoin
การขุด Bitcoin ครบ 20 ล้านเหรียญในมีนาคม 2026 ถือเป็น จุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ ที่ยืนยันว่าโปรโตคอล Bitcoin ทำงานได้ตามที่ Satoshi Nakamoto ออกแบบไว้เมื่อ 17 ปีก่อนโดยไม่มีข้อผิดพลาด ความจริงที่ว่า 95% ของ Bitcoin ถูกขุดออกมาแล้ว และ 1 ล้านเหรียญสุดท้ายจะใช้เวลาอีก 114 ปีนั้น สะท้อนถึงความ หายาก (Scarcity) ที่ไม่มีสินทรัพย์ใดในโลกสามารถเลียนแบบได้ ไม่ว่าจะเป็นทองคำ น้ำมัน หรือสกุลเงินแห่งชาติใดก็ตาม และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ Bitcoin ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่น่าจับตามองที่สุดในยุคนี้