All articles
BlackRock เปิดตัว ETHB: ETF Ethereum Staking รายแรกในสหรัฐฯ ลงทุนรับผลตอบแทน 3.1% ต่อปีโดยไม่ต้องถือ Crypto เอง

BlackRock เปิดตัว ETHB: ETF Ethereum Staking รายแรกในสหรัฐฯ ลงทุนรับผลตอบแทน 3.1% ต่อปีโดยไม่ต้องถือ Crypto เอง

14 มีนาคม 2569 14:46 7 min read

BlackRock เปิดตัว ETHB: ประวัติศาสตร์ใหม่แห่งวงการ Crypto ETF

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2026 BlackRock บริษัทจัดการสินทรัพย์ใหญ่ที่สุดในโลก ได้สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้งด้วยการเปิดตัว iShares Staked Ethereum Trust หรือ ETHB บนตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq กลายเป็น ETF Ethereum แบบ Staking กองทรัสต์แรกในสหรัฐอเมริกา นับเป็น Crypto ETF กองที่สามของ BlackRock ต่อจาก IBIT (Bitcoin) และ ETHA (Ethereum แบบไม่ Stake) และเป็นครั้งแรกที่ BlackRock นำผลตอบแทนจากการ Staking มาแจกจ่ายให้นักลงทุนในรูปแบบ ETF ที่ซื้อขายได้บนตลาดหุ้นทั่วไป

Ethereum cryptocurrency — สกุลเงินดิจิทัลที่ BlackRock นำมาบรรจุใน ETF Staking แห่งแรกของสหรัฐฯ (ภาพ: Unsplash)
Ethereum cryptocurrency — สกุลเงินดิจิทัลที่ BlackRock นำมาบรรจุใน ETF Staking แห่งแรกของสหรัฐฯ (ภาพ: Unsplash)

ETHB คืออะไร และทำงานอย่างไร?

ETHB ย่อมาจาก iShares Staked Ethereum Trust เป็นกองทุน ETF ที่ถือ Ether (ETH) จริงและนำ ETH ส่วนใหญ่ไป Stake บนเครือข่าย Ethereum เพื่อรับผลตอบแทนจากการตรวจสอบธุรกรรม (Validation Reward) แล้วนำผลตอบแทนนั้นมาแจกจ่ายให้ผู้ถือหน่วยลงทุนทุกเดือน

กองทุนจะนำ ETH ระหว่าง 70% ถึง 95% ของสินทรัพย์ทั้งหมดไป Stake ผ่าน Coinbase Prime แพลตฟอร์มสถาบันของ Coinbase โดย BlackRock และ Coinbase จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียม Staking รวม 18% ของผลตอบแทนทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีก 82% จะถูกส่งต่อให้ผู้ถือหน่วย ETHB ซึ่งคิดเป็นอัตราผลตอบแทนสุทธิประมาณ 3.1% ต่อปี ณ ปัจจุบัน โดยผลตอบแทนจะถูกแจกจ่ายเป็นรายเดือน

  • Ticker: ETHB บน Nasdaq
  • สินทรัพย์เริ่มต้น: มากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ปริมาณซื้อขายวันแรก: 15.5 ล้านดอลลาร์
  • สัดส่วน Stake: 70-95% ของ ETH ทั้งหมด ผ่าน Coinbase Prime
  • ผลตอบแทนสุทธิ: ~3.1% ต่อปี (แจกจ่ายรายเดือน)
  • ค่าธรรมเนียมกองทุน: 0.25% ต่อปี (ลดเหลือ 0.12% สำหรับ 2.5 พันล้านดอลลาร์แรกในปีแรก)

ทำไม ETHB ถึงเกิดขึ้นได้ในตอนนี้? บทบาทของ Paul Atkins และ SEC ยุคใหม่

การที่ ETHB ผ่านการอนุมัติได้นั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลพวงโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงผู้นำที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) ในยุคของ Gary Gensler อดีตประธาน SEC เคยสั่งให้บริษัทต่างๆ ถอดองค์ประกอบ Staking ออกจากคำขอ ETF ทุกฉบับ ส่งผลให้แผนการออก Staked ETF ถูกระงับมาหลายปี

แต่ภายใต้การนำของ Paul Atkins ประธาน SEC คนใหม่ที่เป็นมิตรกับ Crypto มากกว่า คณะทำงาน Crypto Task Force ของ SEC ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าเปิดรับผลิตภัณฑ์ Crypto ที่สร้างผลตอบแทน BlackRock จึงยื่นแก้ไขเอกสาร S-1 สำหรับ ETHB และผ่านกระบวนการอนุมัติอย่างราบรื่น ประกอบกับการผ่านกฎหมาย GENIUS Act ในเดือนกรกฎาคม 2025 ซึ่งเป็นกรอบกฎหมาย Stablecoin ของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ได้เปิดทางกว้างสำหรับผลิตภัณฑ์ Crypto ที่สร้างผลตอบแทนโดยถูกกฎหมาย

ตลาดหุ้น Wall Street — บ้านใหม่ของ ETF Crypto ที่ BlackRock นำมาให้นักลงทุนสถาบันเข้าถึง Ethereum Staking ได้อย่างปลอดภัย (ภาพ: Unsplash)
ตลาดหุ้น Wall Street — บ้านใหม่ของ ETF Crypto ที่ BlackRock นำมาให้นักลงทุนสถาบันเข้าถึง Ethereum Staking ได้อย่างปลอดภัย (ภาพ: Unsplash)

BlackRock: จาก IBIT สู่ ETHB — ยักษ์ใหญ่ที่เปลี่ยนโฉม Crypto

ETHB ไม่ใช่ความพยายามแรกของ BlackRock ในโลก Crypto ETF บริษัทเคยสร้างประวัติศาสตร์มาแล้วกับ IBIT กองทุน Bitcoin ETF ที่กลายเป็น ETF ที่เติบโตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ Wall Street โดยสะสมสินทรัพย์มากกว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ในเวลาไม่ถึงปี ตามมาด้วย ETHA กองทุน Ethereum ETF แบบ Spot ที่ไม่มี Staking

ETHB จึงถือเป็นวิวัฒนาการสำคัญ เพราะนอกจากจะให้ Exposure กับราคา ETH แล้ว ยังให้ผลตอบแทนเชิง Passive Income ในรูปแบบที่คุ้นเคยกับนักลงทุนสถาบัน เปรียบเสมือนการนำ Crypto เข้ามาอยู่ในโลกของตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยสม่ำเสมอ

ความหมายต่อตลาด Crypto: มากกว่าแค่ ETF อีกกอง

ผลกระทบของ ETHB ต่อตลาด Ethereum นั้นลึกกว่าที่เห็น เมื่อ ETF ซื้อ ETH และนำไป Stake กองทุนนี้จะล็อค ETH ออกจากการหมุนเวียนในตลาด สร้างแรงกดดันเชิงลดอุปทาน (Deflationary Pressure) ซึ่งหากมีเงินทุนสถาบันไหลเข้า ETHB อย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลบวกต่อราคา ETH ในระยะกลางถึงยาว

ยิ่งไปกว่านั้น โครงสร้างของ ETHB ยังสร้างบรรทัดฐานใหม่สำหรับ Crypto อื่นๆ ปัจจุบันมีการยื่นขอ ETF Staking สำหรับ Solana (SOL) และ Cardano (ADA) อยู่ต่อหน้า SEC แล้ว หาก ETHB ประสบความสำเร็จ ก็มีแนวโน้มสูงที่ผลิตภัณฑ์ลักษณะเดียวกันสำหรับ Crypto อื่นๆ จะตามมาในไม่ช้า

Blockchain Network — เครือข่าย Ethereum ที่ ETHB นำไปใช้ประโยชน์ผ่านกระบวนการ Staking เพื่อสร้างผลตอบแทนให้นักลงทุน (ภาพ: Unsplash)
Blockchain Network — เครือข่าย Ethereum ที่ ETHB นำไปใช้ประโยชน์ผ่านกระบวนการ Staking เพื่อสร้างผลตอบแทนให้นักลงทุน (ภาพ: Unsplash)

เปรียบเทียบ: ETHB vs การถือ ETH เอง vs Staking โดยตรง

สำหรับนักลงทุนที่กำลังพิจารณาว่าจะเลือกวิธีใด ต่อไปนี้คือข้อเปรียบเทียบที่ควรรู้:

  • ถือ ETH โดยตรง: รับราคาเต็ม ต้อง Stake เองหรือผ่าน Exchange ต้องจัดการ Private Key และภาษีเอง
  • Staking โดยตรง (เช่นผ่าน Lido หรือ Kraken): ผลตอบแทนสูงกว่า (ราว 3.5-4%) แต่มีความเสี่ยง Smart Contract และ Custodial Risk
  • ETHB ETF: ง่ายสุด ซื้อผ่านโบรกเกอร์ได้เลย รับ 3.1% ต่อปี มีการกำกับดูแลโดย SEC เหมาะสำหรับสถาบันและนักลงทุนที่ไม่ถนัด Crypto โดยตรง

ความเสี่ยงที่ต้องรู้ก่อนลงทุน ETHB

แม้ ETHB จะฟังดูน่าสนใจ แต่นักลงทุนควรรับรู้ความเสี่ยงต่อไปนี้ก่อนตัดสินใจ:

  1. ความเสี่ยงด้านราคา ETH: ETHB ยังคง Exposure กับราคา ETH เต็มๆ หาก ETH ราคาตก ผู้ถือ ETHB ก็ขาดทุนตามแม้จะมีผลตอบแทน Staking
  2. ความเสี่ยง Counterparty กับ Coinbase: กองทุนพึ่งพา Coinbase Prime ในการ Stake หากเกิดปัญหากับ Coinbase อาจกระทบ Staking Operations
  3. ความเสี่ยงด้านกฎหมาย: แม้ภายใต้ Paul Atkins จะเปิดกว้างขึ้น แต่การเปลี่ยนแปลงนโยบายในอนาคตอาจกระทบผลิตภัณฑ์นี้
  4. ความเสี่ยง Slashing: Validators บน Ethereum อาจถูก Slash (ลดทอน Stake) หากทำผิดกฎเครือข่าย แม้จะหายากก็ตาม
  5. ค่าธรรมเนียมซ้อนชั้น: นักลงทุนจ่ายทั้ง Sponsor Fee 0.25% และยังเสีย 18% ของผลตอบแทน Staking ให้ BlackRock และ Coinbase

ผลกระทบต่อตลาด Crypto ภาพรวม: Bitcoin $70K และ ETF Flows

การเปิดตัว ETHB เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาด Crypto กำลังฟื้นตัว Bitcoin ซื้อขายอยู่ที่ราว 70,000-72,000 ดอลลาร์ หลังดีดตัวขึ้นกว่า 2% จากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่คลี่คลาย ในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2026 มีเงินไหลเข้า Bitcoin ETF ของสหรัฐฯ รวมกว่า 700 ล้านดอลลาร์ สะท้อนถึงความอยากของสถาบันต่อสินทรัพย์ Crypto ที่ยังคงแข็งแกร่งแม้ท่ามกลางความไม่แน่นอนระดับโลก

การเปิดตัว ETHB ทำให้ความสนใจในกองทุน ETH เพิ่มขึ้นตามไปด้วย นักวิเคราะห์บางส่วนชี้ว่าหาก ETHB สามารถดึงเงินได้ในระดับ 1-2 พันล้านดอลลาร์ภายในไม่กี่เดือน จะส่งผลดีต่อราคา ETH อย่างมีนัยสำคัญจากกลไก Supply Reduction ที่เกิดขึ้นจาก Staking

อะไรจะตามมาหลัง ETHB? ประตูที่เปิดสู่อนาคต

การอนุมัติ ETHB ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า SEC ภายใต้ Paul Atkins พร้อมจะอนุมัติผลิตภัณฑ์ Crypto ที่ซับซ้อนและสร้างผลตอบแทนได้ ซึ่งหมายความว่า:

  • Solana Staking ETF — Fidelity และ VanEck ต่างยื่นคำขอแล้ว มีโอกาสสูงที่จะได้รับอนุมัติในปี 2026
  • Cardano, Polkadot, Cosmos Staking ETFs — อยู่ในคิวรอการพิจารณา
  • Multi-Asset Staking ETF — กองทุนที่รวม ETH, SOL และ Proof-of-Stake อื่นๆ ไว้ด้วยกัน
  • DeFi ETF — กองทุนที่นำ Crypto ไปลงทุนในโปรโตคอล DeFi เพื่อรับผลตอบแทนสูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นก้าวต่อไปในอีกไม่กี่ปี

Robert Mitchnick หัวหน้าฝ่าย Digital Assets ของ BlackRock กล่าวว่า ETHB เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการนำผลิตภัณฑ์การลงทุน Crypto ที่ซับซ้อนมากขึ้นสู่ตลาดกระแสหลัก เขามองว่าในอีก 3-5 ปีข้างหน้า Crypto ETF ที่สร้างผลตอบแทนจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Portfolio มาตรฐานสำหรับนักลงทุนสถาบันทั่วโลก


สรุป: ETHB เปลี่ยนอะไรในโลก Crypto?

ETHB ไม่ใช่แค่ ETF อีกกอง แต่เป็นหลักไมล์สำคัญในการทำให้ Crypto กลายเป็นสินทรัพย์กระแสหลักอย่างแท้จริง ก่อนหน้านี้ การ Staking ต้องอาศัยความรู้ Crypto เชิงลึก Private Key Management และยอมรับความเสี่ยงที่สถาบันส่วนใหญ่ไม่คุ้นเคย แต่ ETHB เปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นเพียงการกดซื้อหุ้นในบัญชีโบรกเกอร์ธรรมดา

สำหรับนักลงทุนไทย แม้ ETHB จะยังไม่มีขายในประเทศไทยโดยตรง แต่ผู้ที่มีบัญชีกับโบรกเกอร์ต่างประเทศอย่าง Interactive Brokers หรือ TD Ameritrade สามารถเข้าถึง ETHB ได้แล้ววันนี้ และในอนาคตมีความเป็นไปได้สูงที่ตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET) จะเริ่มพิจารณาผลิตภัณฑ์ลักษณะเดียวกันหลังเห็นบรรทัดฐานจากสหรัฐฯ

ยุคที่ Crypto มีแต่การเก็งกำไรราคาล้วนๆ กำลังเปลี่ยนไป — ยุคใหม่ที่ Crypto สามารถจ่ายดอกเบี้ยรายเดือนเหมือนพันธบัตร เพิ่งเริ่มต้นขึ้นแล้ว