วิกฤตสองทาง: งานวิจัยใหม่เผยแผนปลูกป่าดูดซับคาร์บอนคุกคาม 13% ของพื้นที่ความหลากหลายทางชีวภาพโลก
งานวิจัยระดับโลกชี้ความขัดแย้งระหว่างสภาพอากาศกับสิ่งมีชีวิต
การศึกษาสำคัญที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Climate Change โดยนักวิทยาศาสตร์จาก Potsdam Institute for Climate Impact Research (PIK) ประเทศเยอรมนี ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจ: แผนการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศขนาดใหญ่ที่จำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมายควบคุมอุณหภูมิโลกตามข้อตกลงปารีส อาจก่อให้เกิดผลเสียร้ายแรงต่อความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ที่สำคัญที่สุดของโลก
นักวิจัยวิเคราะห์แบบจำลองสภาพอากาศ 5 ชุดที่สอดคล้องกับเป้าหมายจำกัดภาวะโลกร้อนไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส ครอบคลุมสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตกว่า 135,000 ชนิด และพื้นที่ความหลากหลายทางชีวภาพกว่า 70 แห่งทั่วโลก ผลลัพธ์ที่ได้ชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่ไม่อาจมองข้ามได้
13% ของพื้นที่ชีวิตสัตว์ป่าตกอยู่ในอันตราย
ผลการวิจัยพบว่าภายใต้สถานการณ์ที่เป็นไปตามเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียส พื้นที่ที่ถูกกำหนดไว้สำหรับโครงการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์แบบพึ่งพาที่ดิน (Land-Intensive Carbon Dioxide Removal หรือ CDR) ได้แก่ การปลูกป่า และการปลูกพืชพลังงานชีวภาพเพื่อดักจับคาร์บอน ทับซ้อนกับพื้นที่ที่มีความสำคัญสูงด้านความหลากหลายทางชีวภาพถึงราว 13% ของพื้นที่ทั้งหมดทั่วโลก
การทับซ้อนนี้กระจายตัวอย่างไม่สม่ำเสมอ โดยส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง ซึ่งเป็นประเทศที่มักมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงสุดในโลก เช่น บราซิล อินโดนีเซีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ปลูกป่าผิดที่ อาจทำลายมากกว่าช่วย
ความขัดแย้งจะรุนแรงเป็นพิเศษเมื่อโครงการปลูกป่าแทนที่ทุ่งหญ้าธรรมชาติหรือแหล่งที่อยู่อาศัยดั้งเดิมด้วยสวนป่าพันธุ์เดียว หรือเมื่อพื้นที่กว้างใหญ่ถูกแปลงเป็นไร่พืชพลังงานชีวภาพ ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพแล้ว ยังทำลายเส้นทางอพยพของสัตว์ป่าและชุมชนพืชพื้นถิ่นอีกด้วย
นักวิจัยอาวุโสจาก PIK ระบุว่าการสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยจากการปลูกป่าและพืชพลังงานชีวภาพในทำเลที่ผิด อาจมีผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพมากกว่าประโยชน์ทางอ้อมที่ได้รับจากการบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ
ทางออก: ดูดซับคาร์บอนก็ได้ ถ้าเลือกที่ถูกต้อง
อย่างไรก็ดี งานวิจัยนี้ไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายแต่เพียงอย่างเดียว นักวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าการดูดซับคาร์บอนสามารถเป็นประโยชน์ต่อความหลากหลายทางชีวภาพได้ หากมีการวางแผนอย่างรอบคอบ โดยการจำกัดภาวะโลกร้อนในระยะยาวผ่านการดูดซับคาร์บอนช่วยลดการสูญเสียพื้นที่หลบภัยทางสภาพอากาศ (Climate Refugia) ได้ถึง 25%
- ป่าดิบชื้นเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนเป็นพื้นที่ที่มีความเข้ากันได้สูงสุดระหว่างการดักจับคาร์บอนและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
- การฟื้นฟูพื้นที่ที่เสื่อมโทรมแล้วด้วยพันธุ์ไม้ท้องถิ่นหลากหลายชนิดเก็บกักคาร์บอนได้มากกว่าสวนป่าพันธุ์เดียว
- การลดการปล่อย CO2 ตั้งแต่ต้นยังคงเป็นมาตรการสำคัญที่สุด แทนที่จะพึ่งพาการดูดซับคาร์บอนภายหลัง
- ต้องมีการเลือกสถานที่ดำเนินโครงการอย่างรอบคอบมากขึ้น โดยคำนึงถึงข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิ่น
ผลกระทบต่อนโยบายสภาพอากาศโลก
ข้อค้นพบนี้มาในช่วงเวลาสำคัญ เมื่อนานาประเทศกำลังทบทวนแผนสภาพอากาศแห่งชาติ (Nationally Determined Contributions หรือ NDCs) รอบใหม่เพื่อส่งให้แก่ UNFCCC และในปีเดียวกันนี้ยังมีการประชุม COP ว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพครั้งที่ 17 ที่กรุงเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย ในเดือนตุลาคม 2026 ซึ่งจะประเมินความคืบหน้าของกรอบงาน Kunming-Montreal
นักวิทยาศาสตร์เรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายบูรณาการเป้าหมายด้านสภาพอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพเข้าด้วยกัน แทนที่จะดำเนินการแยกส่วน เพราะสองวิกฤตนี้ล้วนเชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้นในระบบนิเวศโลก
สัญญาณเตือนจากมหาสมุทร
ในบริบทที่กว้างขึ้น งานวิจัยด้านสภาพแวดล้อมทางทะเลยังพบว่าสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตในมหาสมุทรกำลังสูญหายจากแหล่งที่อยู่อาศัยเร็วกว่าสิ่งมีชีวิตบนบกถึงสองเท่า โดยอุณหภูมิมหาสมุทรเฉลี่ยช่วง 2011-2020 สูงกว่ายุค 1850-1900 อยู่ที่ 0.88 องศาเซลเซียส และปริมาณออกซิเจนในน้ำทะเลลดลงแล้ว 3-4% เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม
งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัย Bristol ยังพบว่าแพลงก์ตอนซึ่งเป็นฐานของห่วงโซ่อาหารในมหาสมุทรไม่สามารถปรับตัวได้ทันต่อความเร็วของการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในปัจจุบัน บ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่อาจลุกลามไปทั่วระบบนิเวศทางทะเล
สรุปแล้ว งานวิจัยชิ้นนี้ตอกย้ำว่ามนุษยชาติกำลังเดินเกมหมากรุกบนกระดานที่ซับซ้อน การแก้ปัญหาวิกฤตโลกร้อนด้วยการดูดซับคาร์บอนขนาดใหญ่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบนิเวศโลก ทางออกที่แท้จริงจึงต้องอาศัยการลดการปล่อยมลพิษที่ต้นตอ ควบคู่กับการเลือกสถานที่ฟื้นฟูป่าอย่างชาญฉลาด เพื่อให้ทั้งสภาพอากาศและสิ่งมีชีวิตสามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน