EU เตรียมขับ Huawei และ ZTE ออกจากโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ: กฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ฉบับใหม่คุกคามซัพพลายเชน ICT ทั่วยุโรป
ภาพรวม: สหภาพยุโรปขยับครั้งใหญ่ด้านความมั่นคงไซเบอร์
เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2026 คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ได้เสนอร่างกฎหมายปรับปรุง Cybersecurity Act (CSA) ฉบับใหม่ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่สุดในนโยบายความมั่นคงทางดิจิทัลของสหภาพยุโรปในรอบทศวรรษ สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้คือการเปิดทางให้บรัสเซลส์สามารถระบุและกีดกันซัพพลายเออร์ที่ถือว่า 'มีความเสี่ยงสูง' ออกจากโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ที่สำคัญของสหภาพยุโรปทั้งหมด
แม้ว่าร่างกฎหมายจะไม่ได้ระบุชื่อบริษัทใดโดยตรง แต่เป้าหมายที่ชัดเจนที่สุดคือ Huawei Technologies และ ZTE Corporation สองยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมจากจีน ซึ่งมีอุปกรณ์ฝังอยู่ในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปจำนวนมาก
ขอบเขตของกฎหมาย: ครอบคลุมกว้างกว่า 5G
สิ่งที่ทำให้กฎหมายฉบับนี้แตกต่างจากมาตรการก่อนหน้าคือขอบเขตที่กว้างขวางมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในอดีต ความกังวลเรื่อง Huawei มักจำกัดอยู่เฉพาะเครือข่าย 5G แต่กฎหมายฉบับใหม่ขยายครอบคลุมไปยัง 18 เซกเตอร์ที่ถือว่ามีความสำคัญต่อความมั่นคงของสหภาพยุโรป
- เครือข่ายโทรคมนาคม (รวมถึงเคเบิลใยแก้วนำแสง)
- ศูนย์ข้อมูล (Data Centres)
- บริการคลาวด์ (Cloud Services)
- อุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (Connected Devices)
- แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย
- อุปกรณ์ทางการแพทย์ (Medical Devices)
- อุปกรณ์เฝ้าระวัง (Surveillance Equipment)
- บริการด้านอวกาศ (Space Services)
- เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductors)
- ระบบพลังงานแสงอาทิตย์
- เครื่องสแกนความปลอดภัย
การขยายขอบเขตนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักที่เพิ่มขึ้นของผู้กำหนดนโยบายยุโรปว่าภัยคุกคามทางไซเบอร์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เครือข่ายมือถือ แต่แทรกซึมเข้าไปในทุกส่วนของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสมัยใหม่
กระบวนการพิจารณา 'ซัพพลายเออร์ความเสี่ยงสูง'
กฎหมายฉบับใหม่กำหนดกระบวนการประเมินความเสี่ยงที่มีขั้นตอนชัดเจน การจัดซัพพลายเออร์ว่าเป็น 'ความเสี่ยงสูง' จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคณะกรรมาธิการยุโรปเป็นผู้ริเริ่ม หรือมีประเทศสมาชิกอย่างน้อย 3 ประเทศร้องขอให้มีการตรวจสอบ นั่นหมายความว่าการแบนจะไม่เกิดขึ้นโดยพลการ แต่ต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์ตามหลักฐาน
หากซัพพลายเออร์รายใดถูกขึ้นบัญชีว่ามีความเสี่ยงสูง ผู้ประกอบการโทรคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องจะมีเวลา 36 เดือน นับจากวันที่ประกาศรายชื่อ เพื่อทยอยเปลี่ยนอุปกรณ์ดังกล่าวออก นอกจากนี้ บริษัทที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดอาจต้องเผชิญค่าปรับสูงสุดถึง 7% ของรายได้ทั่วโลกต่อปี
ปฏิกิริยาจาก Huawei และจีน
Huawei Technologies ออกมาแสดงจุดยืนอย่างแข็งกร้าว โดยระบุว่าข้อเสนอนี้ 'ปราศจากหลักฐานทางเทคนิค' และเป็นการเลือกปฏิบัติทางการค้าภายใต้หน้ากากของความมั่นคงไซเบอร์ บริษัทยืนยันว่าอุปกรณ์ของตนผ่านการรับรองความปลอดภัยโดยหน่วยงานอิสระหลายแห่ง และพร้อมรับการตรวจสอบจากทางการยุโรปอย่างเต็มที่
รัฐบาลจีนตอบโต้ผ่านกระทรวงพาณิชย์ด้วยการแสดงความกังวลต่อสิ่งที่เรียกว่า 'การกีดกันทางเทคโนโลยีที่ถูกทำให้ดูเหมือนนโยบายความมั่นคง' พร้อมเตือนว่าอาจมีมาตรการตอบโต้เพื่อปกป้องบริษัทจีนที่ดำเนินธุรกิจในยุโรป
ผู้ประกอบการโทรคมนาคมในยุโรปก็ไม่พอใจ
น่าสนใจที่ผู้ประกอบการโทรคมนาคมยุโรปเองก็ไม่ได้ยินดีกับกฎหมายฉบับนี้อย่างที่อาจคาดคิด สมาคมผู้ให้บริการโทรคมนาคมหลายแห่งออกมาวิจารณ์ว่าระยะเวลา 36 เดือนนั้น 'สั้นเกินไป' และต้นทุนในการเปลี่ยนอุปกรณ์จะสูงมหาศาล โดยเฉพาะในประเทศที่พึ่งพาอุปกรณ์ Huawei ในสัดส่วนสูง เช่น เยอรมนี โปรตุเกส และฮังการี
ประมาณการเบื้องต้นจาก GSMA ชี้ว่าต้นทุนในการเปลี่ยนอุปกรณ์ Huawei และ ZTE ออกจากโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมทั่วยุโรปอาจอยู่ที่ราว 3.5 พันล้านยูโร ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในภาคส่วนอื่น ๆ อีก 17 เซกเตอร์ที่กฎหมายครอบคลุม
ผลกระทบต่อซัพพลายเชนเซมิคอนดักเตอร์โลก
การที่กฎหมายฉบับนี้ครอบคลุมถึงเซมิคอนดักเตอร์ถือเป็นมิติใหม่ที่น่าจับตามอง ผู้เชี่ยวชาญด้านซัพพลายเชนชี้ว่านี่อาจเปิดทางให้สหภาพยุโรปแบนชิปจากผู้ผลิตบางรายของจีนในอุปกรณ์ที่ใช้ในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ซึ่งจะยิ่งเร่งให้เกิดกระแส 'de-risking' หรือการลดการพึ่งพาซัพพลายเออร์จากประเทศที่ถูกมองว่ามีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
นักวิเคราะห์จาก Gartner ระบุว่าหากกฎหมายฉบับนี้ผ่านและมีผลบังคับใช้ในรูปแบบที่เสนอ อาจเร่งการลงทุนในโรงงานเซมิคอนดักเตอร์ในยุโรป ภายใต้กรอบ European Chips Act ที่ตั้งเป้าให้ยุโรปผลิตชิปได้ 20% ของกำลังการผลิตโลกภายในปี 2030
ขั้นตอนถัดไป: ยังต้องผ่านอีกหลายด่าน
กฎหมายฉบับนี้ยังไม่มีผลบังคับใช้ในทันที โดยจะต้องผ่านการเจรจาสามฝ่าย (Trilogue) ระหว่างคณะกรรมาธิการยุโรป สภายุโรป (Council of the EU) และรัฐสภายุโรป (European Parliament) ซึ่งกระบวนการนี้โดยปกติใช้เวลา 12-18 เดือน
ในระหว่างนี้ ยังมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคอุตสาหกรรมและประเทศสมาชิก คาดว่าจะมีการถกเถียงอย่างเข้มข้นในประเด็นระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน คำนิยามของ 'ความเสี่ยงสูง' และการชดเชยต้นทุนให้กับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ
การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของสหภาพยุโรปสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในนโยบายเทคโนโลยีของโลกตะวันตก ซึ่งเริ่มมองโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลผ่านเลนส์ของความมั่นคงแห่งชาติมากกว่าประสิทธิภาพด้านต้นทุนเพียงอย่างเดียว และอาจส่งผลกระทบระยะยาวต่อรูปแบบการค้าและการลงทุนด้านเทคโนโลยีระหว่างยุโรปและจีนในหลายปีข้างหน้า