All articles
วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ วันที่ 14: IEA ยืนยัน 'การขาดแคลนน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก' น้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ ไทยเผชิญวิกฤตหนักสุดในเอเชีย

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ วันที่ 14: IEA ยืนยัน 'การขาดแคลนน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก' น้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ ไทยเผชิญวิกฤตหนักสุดในเอเชีย

14 มีนาคม 2569 17:07 5 min read

IEA ประกาศ: วิกฤตใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดพลังงานโลก

วันที่ 14 ของสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ-อิสราเอล (14 มีนาคม 2026) — สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ออกรายงาน Oil Market Report ฉบับเดือนมีนาคม ระบุอย่างชัดเจนว่าวิกฤตการปิดช่องแคบฮอร์มุซในครั้งนี้ได้กลายเป็น 'การขาดแคลนน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดพลังงานโลก' โดยผลผลิตน้ำมันดิบโลกลดลงทันที 8 ล้านบาร์เรลต่อวัน เกินกว่าวิกฤตน้ำมันปี 1973 หรือสงครามอ่าวเปอร์เซียทุกครั้งที่ผ่านมา ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent ยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สร้างความตื่นตระหนกทั่วโลก

แผนที่ช่องแคบฮอร์มุซ — เส้นทางเดินเรือสำคัญที่สุดของโลก ซึ่งน้ำมัน 20% ของโลกผ่านทางนี้ทุกวัน (Wikimedia Commons)
แผนที่ช่องแคบฮอร์มุซ — เส้นทางเดินเรือสำคัญที่สุดของโลก ซึ่งน้ำมัน 20% ของโลกผ่านทางนี้ทุกวัน (Wikimedia Commons)

เกิดอะไรขึ้น: ไทม์ไลน์วิกฤต 14 วัน

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศอิหร่านครั้งใหญ่ รวมถึงการสังหารผู้นำสูงสุดอาลี คาเมเนอี อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนใส่ฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง พร้อมสั่งกองกำลัง IRGC ปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซทันที ตลอด 14 วันที่ผ่านมา การจราจรในช่องแคบลดลงจากปกติเหลือแทบศูนย์ เรือบรรทุกน้ำมันกว่า 85 ลำขนาดใหญ่ยังติดอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย และอีกกว่า 150 ลำจอดรออยู่นอกช่องแคบโดยไม่กล้าเข้าไป

ผู้นำสูงสุดคนใหม่ Mojtaba Khamenei ประกาศเมื่อวันที่ 12 มีนาคมว่าจะยังคงปิดกั้นช่องแคบต่อไปในฐานะ 'เครื่องมือกดดัน' จนกว่าสหรัฐฯ จะถอนกำลังทหารออกจากตะวันออกกลางทั้งหมด พร้อมเตือนว่า 'น้ำมันไม่แม้แต่หยดเดียวจะผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ และหากราคาพุ่งถึง 200 ดอลลาร์ นั่นคือความต้องการของเรา'

ตัวเลขที่น่าตกใจจากรายงาน IEA มีนาคม 2026

  • การผลิตน้ำมันโลกลดลง 8 ล้านบาร์เรล/วัน — ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
  • ผลผลิตรวม condensates และ NGLs หายไปเพิ่มอีก 2 ล้านบาร์เรล/วัน
  • ประเทศที่กระทบหนัก: อิรัก, กาตาร์, คูเวต, UAE และซาอุดีอาระเบีย
  • ราคา Brent พุ่งใกล้ 120 ดอลลาร์/บาร์เรลในช่วงพีค ปัจจุบันยืนเหนือ 100 ดอลลาร์
  • น้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน (Jet Fuel) ยุโรป 30% มาจากช่องแคบนี้
  • LNG โลก 20% ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
  • ปุ๋ยไนโตรเจนโลก 1 ใน 3 ผ่านเส้นทางนี้ — คุกคามฤดูเพาะปลูกทั่วโลก
เรือบรรทุกน้ำมันขนาดยักษ์ — เรือประเภทนี้กว่า 85 ลำติดอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย และ 150 ลำจอดรอนอกช่องแคบฮอร์มุซ (Wikimedia Commons)
เรือบรรทุกน้ำมันขนาดยักษ์ — เรือประเภทนี้กว่า 85 ลำติดอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย และ 150 ลำจอดรอนอกช่องแคบฮอร์มุซ (Wikimedia Commons)

ไทยเสี่ยงสูงสุดในเอเชีย: ผลกระทบตรงที่บ้านเรา

ท่ามกลางวิกฤตโลก ประเทศไทยถูกระบุว่าเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในเอเชียจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ตามการวิเคราะห์ของ Nomura Securities ไทยมีการนำเข้าน้ำมันสุทธิสูงถึง 4.7% ของ GDP — มากที่สุดในเอเชีย ทำให้ทุกการขึ้นราคาน้ำมัน 10% จะกระทบดุลบัญชีเดินสะพัดประมาณ 0.5% ของ GDP ทันที

นอกจากนี้ เรือบรรทุกสินค้า Mayuree Naree ที่ชักธงไทย ถูกโจมตีและเกิดเพลิงไหม้ในช่องแคบฮอร์มุซ ลูกเรือ 20 คนได้รับการช่วยเหลือโดยกองทัพเรือโอมาน แต่ยังมีลูกเรืออีก 3 คนสูญหาย กระทรวงต่างประเทศไทยได้เรียกเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำกรุงเทพฯ มาแจ้ง 'การประท้วงอย่างรุนแรงที่สุด' และเรียกร้องคำขอโทษอย่างเป็นทางการ

รัฐบาลไทยได้ออกมาตรการเร่งด่วน ได้แก่ สนับสนุนให้ข้าราชการทำงานจากบ้าน จำกัดการเดินทางที่ไม่จำเป็น และเจรจากับสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศเพื่อเร่งปล่อยสำรองน้ำมันฉุกเฉิน ขณะที่ราคาน้ำมันในปั๊มไทยปรับขึ้นแล้วสองครั้งในสัปดาห์เดียว

ผลกระทบเอเชียและตลาดโลก: ใครได้ใครเสีย

  • ผู้แพ้หนักสุด: ไทย, อินเดีย, เกาหลีใต้, ฟิลิปปินส์ (นำเข้าน้ำมันสุทธิสูง)
  • ผู้ได้รับประโยชน์สัมพัทธ์: มาเลเซีย, นอร์เวย์, แคนาดา (ผู้ส่งออกพลังงาน)
  • ฟิลิปปินส์สั่งทำงาน 4 วัน/สัปดาห์ เพื่อลดการใช้น้ำมัน
  • จีนและอินเดียเปิดใช้คลังสำรองน้ำมันฉุกเฉินแล้ว
  • ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เจรจาซื้อน้ำมันเส้นทาง Cape of Good Hope แทน
  • ยุโรปรับศึกสองทาง: น้ำมันแพงขึ้นและ LNG ขาดแคลน

ความเสี่ยง Stagflation: เศรษฐกิจโลกอยู่ในอันตราย

นักเศรษฐศาสตร์จาก Deutsche Bank และ Oxford Economics ออกโรงเตือนว่าโลกกำลังเข้าสู่ภาวะ 'Stagflation' — เศรษฐกิจหยุดชะงักพร้อมกับเงินเฟ้อสูง — ซึ่งเป็นสภาวะที่แก้ยากที่สุดสำหรับธนาคารกลางทุกแห่ง นักวิเคราะห์จาก Fortune ระบุว่า 'ยิ่งนานวัน ยิ่งยากที่จะโต้แย้งว่าการหยุดชะงักนี้จะเป็นเพียงชั่วคราว'

การจำลองสถานการณ์ของ IEA พบว่า หากราคา Brent ดิ่งถึง 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นเวลา 8 สัปดาห์ GDP โลกจะหดตัว 0.7% ภายในปลายปี 2026 โดยยูโรโซน อังกฤษ และญี่ปุ่นจะเกิดภาวะถดถอยเล็กน้อย ส่วนสหรัฐฯ จะเข้าสู่ 'การหยุดชะงักชั่วคราว' พร้อมอัตราการว่างงานพุ่งขึ้น ทรัมป์ซึ่งสัญญาว่าจะลดราคาน้ำมัน กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักในการหาทางออก

กราฟราคาน้ำมันดิบโลกตั้งแต่ปี 1861 — วิกฤตปี 2026 กำลังจะทำลายสถิติสูงสุดใหม่ในประวัติศาสตร์ (Wikimedia Commons)
กราฟราคาน้ำมันดิบโลกตั้งแต่ปี 1861 — วิกฤตปี 2026 กำลังจะทำลายสถิติสูงสุดใหม่ในประวัติศาสตร์ (Wikimedia Commons)

ทรัมป์ถล่ม Kharg Island: แต่ยังไม่พอหยุดวิกฤต

ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศเมื่อคืนวันศุกร์ที่ 13 มีนาคมว่า สหรัฐฯ 'ทำลายทุกเป้าหมายทางทหารบนเกาะ Kharg อย่างสมบูรณ์' ซึ่งเป็นศูนย์กลางส่งออกน้ำมันของอิหร่านคิดเป็น 90% ของการส่งออกน้ำมันทั้งหมด หวังว่าการตัดรายได้จะกดดันให้อิหร่านยุติการปิดกั้น อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ Wright ยอมรับว่าสหรัฐฯ 'ยังไม่พร้อม' ที่จะส่งกองทัพเรือคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบ ทำให้วิกฤตยังไม่มีทีท่าคลี่คลาย


มุมมองระยะยาว: โลกจะรับมืออย่างไร?

ท่ามกลางวิกฤต มีปัจจัยบรรเทาหลายประการ ประกอบด้วย การเพิ่มกำลังผลิตของสหรัฐฯ แคนาดา และนอร์เวย์ การใช้น้ำมันสำรองฉุกเฉินจากคลัง IEA ทั่วโลก การเปลี่ยนเส้นทางขนส่งผ่าน Cape of Good Hope ซึ่งยาวกว่า 3-4 สัปดาห์ รวมถึงการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนในหลายประเทศ

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์พลังงานชี้ว่าหากวิกฤตยืดเยื้อเกิน 2-3 เดือน ราคาน้ำมันอาจพุ่งถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตามที่อิหร่านขู่ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจโลกเผชิญภาวะถดถอยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัจจัยสำคัญที่สุดในตอนนี้คือ 'เวลา' — ทุกวันที่ช่องแคบยังปิดอยู่ ต้นทุนโลกสูงขึ้นทุกๆ ชั่วโมง

สำหรับประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เร่งเจรจาซื้อน้ำมันจากอ่าวไทย มาเลเซีย และเส้นทางสำรองอื่น พร้อมพิจารณาการอุดหนุนราคาพลังงานเพื่อปกป้องผู้บริโภคและภาคการผลิตจากผลกระทบที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน