All articles
นักดาราศาสตร์จับภาพ ‘การเกิดของแมกนีทาร์’ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ — ซูเปอร์โนวาที่ส่ง ‘เสียงจิ๊บ’ เหมือนหลุมดำชนกัน

นักดาราศาสตร์จับภาพ ‘การเกิดของแมกนีทาร์’ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ — ซูเปอร์โนวาที่ส่ง ‘เสียงจิ๊บ’ เหมือนหลุมดำชนกัน

14 มีนาคม 2569 17:28 4 min read

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2026 วารสาร Nature ได้เผยแพร่งานวิจัยชิ้นสำคัญที่พลิกโฉมความเข้าใจของมนุษยชาติ — นักดาราศาสตร์จาก UC Santa Barbara ร่วมกับ Las Cumbres Observatory ประกาศว่าพวกเขาได้สังเกตการณ์ ‘การเกิดของแมกนีทาร์’ จากซูเปอร์โนวาได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ภาพจำลองแมกนีทาร์จาก NASA/Hubble Space Telescope
ภาพจำลองแมกนีทาร์จาก NASA/Hubble Space Telescope

ซูเปอร์โนวา SN 2024afav: ดาวที่ระเบิดห่างจากโลก 1 พันล้านปีแสง

เรื่องนี้เริ่มต้นในเดือนธันวาคม 2024 เมื่อนักดาราศาสตร์ตรวจพบ Superluminous Supernova (SLSN-I) หรือ ‘ซูเปอร์โนวาสว่างยิ่งยวด’ ซึ่งสว่างกว่าซูเปอร์โนวาทั่วไปถึง 10-100 เท่า ดาวดวงนี้ถูกตั้งชื่อว่า SN 2024afav และอยู่ห่างจากโลกของเราประมาณ 1 พันล้านปีแสง

จากนั้น เครือข่ายกล้องโทรทรรศน์ Las Cumbres Observatory ซึ่งประกอบด้วยกล้อง 27 ตัวกระจายอยู่ทั่วโลก ได้ทำการติดตามวัดความสว่างของดาวดวงนี้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 200 วัน

สัญญาณ Chirp: เมื่อดาวที่กำลังตายส่งเสียงเหมือนหลุมดำชนกัน

ปกติแล้ว เมื่อซูเปอร์โนวาถึงจุดสว่างสูงสุดแล้ว ความสว่างจะค่อยๆ ลดลงอย่างช้าๆ แต่ SN 2024afav ไม่เป็นเช่นนั้น — ความสว่างของมันกลับ แกว่งขึ้นลงซ้ำๆ โดยช่วงเวลาระหว่างการแกว่งแต่ละครั้งสั้นลงเรื่อยๆ เกิดเป็นลักษณะที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า Chirp

SN 2024afav แสดงการแกว่งถึง 4 ครั้ง ในขณะที่ซูเปอร์โนวาชนิดเดียวกันในอดีตแสดงเพียง 1-2 ครั้งเท่านั้น

ภาพเคลื่อนไหวแสดงแมกนีทาร์ — ดาวนิวตรอนที่หมุนรอบตัวเองอย่างรวดเร็วพร้อมสนามแม่เหล็กรุนแรงที่สุดในจักรวาล (ภาพ: Robert S. Mallozzi / NASA Marshall Space Flight Center)
ภาพเคลื่อนไหวแสดงแมกนีทาร์ — ดาวนิวตรอนที่หมุนรอบตัวเองอย่างรวดเร็วพร้อมสนามแม่เหล็กรุนแรงที่สุดในจักรวาล (ภาพ: Robert S. Mallozzi / NASA Marshall Space Flight Center)

ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของ Einstein อธิบายปรากฏการณ์นี้อย่างไร?

Joseph Farah นักศึกษาปริญญาเอกจาก UC Santa Barbara ผู้นำการวิจัย อธิบายว่า เมื่อแมกนีทาร์ถูกกำเนิดขึ้น มันจะหมุนรอบตัวเองด้วยความเร็วมหาศาล — และตามทฤษฎีสัมพัทธภาพ วัตถุที่หมุนจะ ‘ลากกาล-อวกาศ’ รอบตัวมันไปด้วย ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Frame-Dragging

วัสดุที่อยู่รอบๆ แมกนีทาร์ (เช่น จานแก๊สที่หลงเหลือจากการระเบิด) จะ ‘เอียง’ และ ‘ส่ายหัว’ ไปมาเนื่องจากแรงดึงดูดของกาล-อวกาศ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Lense-Thirring Precession เมื่อจานนี้หมุนส่ายหัว มันจะบังแสงจากแมกนีทาร์เป็นระยะๆ ทำให้เราสังเกตเห็นความสว่างแกว่งขึ้นลง

พิสูจน์ทฤษฎีที่ถกเถียงมา 16 ปี

สิ่งที่ทำให้การค้นพบนี้ยิ่งใหญ่เป็นพิเศษคือ มันเป็นการ ยืนยันทฤษฎีที่นักฟิสิกส์จาก UC Berkeley เสนอไว้เมื่อ 16 ปีก่อน ว่าแมกนีทาร์คือกลไกที่ทำให้ Superluminous Supernova สว่างกว่าซูเปอร์โนวาปกติหลายสิบเท่า

ภาพจาก NASA Chandra X-ray Observatory แสดงแมกนีทาร์ SGR 1745-2900 ใกล้ศูนย์กลางทางช้างเผือก — หนึ่งในแมกนีทาร์ที่ศึกษาได้ดีที่สุด
ภาพจาก NASA Chandra X-ray Observatory แสดงแมกนีทาร์ SGR 1745-2900 ใกล้ศูนย์กลางทางช้างเผือก — หนึ่งในแมกนีทาร์ที่ศึกษาได้ดีที่สุด

แมกนีทาร์คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญมาก?

แมกนีทาร์ คือดาวนิวตรอนชนิดพิเศษที่มีสนามแม่เหล็กรุนแรงที่สุดในจักรวาลที่รู้จัก — สนามแม่เหล็กของมันแรงกว่าสนามแม่เหล็กโลกถึง 1,000 ล้านล้านเท่า

  • ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 20-30 กิโลเมตร แต่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ 1.4-2 เท่า
  • สนามแม่เหล็กแรงกว่าโลก 1,000 ล้านล้านเท่า
  • หากแมกนีทาร์อยู่ห่างจากโลกแค่ครึ่งระยะทางถึงดวงจันทร์ สนามแม่เหล็กของมันจะลบข้อมูลในบัตรเครดิตทุกใบบนโลกได้
  • พลังงานที่แมกนีทาร์ปลดปล่อยใน 0.1 วินาที เท่ากับพลังงานที่ดวงอาทิตย์ปล่อยออกมาใน 100,000 ปี

ความสำคัญต่อวิทยาศาสตร์โลก

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าการค้นพบนี้เปิดประตูบานใหม่ในการเข้าใจวิวัฒนาการของดวงดาว ก่อนหน้านี้เราเคยสังเกตเห็นแมกนีทาร์ที่ ‘อยู่แล้ว’ แต่ไม่เคยเห็นกระบวนการ ‘กำเนิด’ โดยตรง การค้นพบครั้งนี้ยังยืนยันว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของ Einstein ใช้งานได้จริงแม้ในสภาวะสุดโต่งที่สุดในจักรวาล

นอกจากนี้ เทคนิคการสังเกต Chirp ในแสงของซูเปอร์โนวาถือเป็นเครื่องมือใหม่ที่นักดาราศาสตร์สามารถนำไปใช้ค้นหาแมกนีทาร์ที่กำลังเกิดใหม่ในจักรวาลได้ในอนาคต


งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ใน Nature เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2026 โดย Joseph Farah และทีมจาก UC Santa Barbara, Las Cumbres Observatory และนักดาราศาสตร์จากทั่วโลก