All articles
Samsung ทุ่มสุดตัว: ขยาย Gemini AI สู่ 800 ล้านอุปกรณ์ในปี 2026 พลิกโฉมสงคราม AI บนมือถือ

Samsung ทุ่มสุดตัว: ขยาย Gemini AI สู่ 800 ล้านอุปกรณ์ในปี 2026 พลิกโฉมสงคราม AI บนมือถือ

14 มีนาคม 2569 09:06 5 min read

Samsung เดิมพันครั้งใหญ่กับ Gemini AI: จาก 400 ล้าน สู่ 800 ล้านอุปกรณ์

ในโลกที่การแข่งขันด้าน AI กำลังเข้มข้นขึ้นทุกขณะ Samsung Electronics ได้ประกาศแผนกลยุทธ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงทิศทางของสงครามปัญญาประดิษฐ์บนอุปกรณ์พกพาไปตลอดกาล บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดของโลกตั้งเป้าขยายจำนวนอุปกรณ์ที่บูรณาการความสามารถของ Google Gemini AI จาก 400 ล้านเครื่องในปี 2025 เป็น 800 ล้านเครื่องภายในสิ้นปี 2026 ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าภายในเวลาเพียงหนึ่งปี

แผนการอันทะเยอทะยานนี้ถูกเปิดเผยโดย T.M. Roh ผู้บริหารร่วม (Co-CEO) ของ Samsung Electronics ในบทสัมภาษณ์พิเศษกับสื่อชั้นนำ ซึ่งเป็นการให้สัมภาษณ์ครั้งแรกนับตั้งแต่เขาก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่ง Co-CEO ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา Roh ประกาศอย่างชัดเจนว่า "เราจะนำ AI ไปใช้กับผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น ทุกฟังก์ชัน และทุกบริการอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้"

กลยุทธ์ Connect Future: AI ไม่ใช่แค่มือถือ แต่คือทุกอย่างในบ้าน

สิ่งที่ทำให้แผนของ Samsung แตกต่างจากบริษัทเทคโนโลยีรายอื่นคือขอบเขตที่กว้างขวางอย่างไม่น่าเชื่อ ภายใต้กลยุทธ์ที่เรียกว่า "Connect Future" Samsung ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่ smartphone และ tablet พรีเมียม แต่ยังครอบคลุมไปถึง wearable device, Smart TV และแม้กระทั่งเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านอย่างเครื่องซักผ้า ตู้เย็น และเครื่องปรับอากาศ

  • Smartphone และ Tablet: รองรับ Galaxy AI เต็มรูปแบบทั้งรุ่น flagship และ mid-range
  • Wearable: Galaxy Watch และ Galaxy Buds ที่สั่งงานด้วยเสียงผ่าน Gemini ได้โดยตรง
  • Smart TV: Samsung Neo QLED และ Frame TV ที่ใช้ AI วิเคราะห์เนื้อหาและปรับภาพอัตโนมัติ
  • Home Appliances: เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะที่เรียนรู้พฤติกรรมผู้ใช้และประหยัดพลังงาน
  • Galaxy Ring: อุปกรณ์สวมใส่รุ่นใหม่ที่ติดตามสุขภาพด้วย AI แบบ real-time

นี่คือการเปลี่ยนผ่านจาก "AI บนมือถือ" สู่ "AI ในชีวิตประจำวัน" อย่างแท้จริง โดย Samsung มองว่าบ้านและชีวิตของผู้บริโภคจะกลายเป็น ecosystem ที่เชื่อมต่อกันผ่านปัญญาประดิษฐ์แบบไร้รอยต่อในอนาคตอันใกล้

Galaxy AI คืออะไร และทำไมถึงทรงพลัง

Galaxy AI ไม่ใช่โมเดล AI ที่สร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการผสานรวม (integration) อย่างชาญฉลาดระหว่างความสามารถของ Google Gemini ซึ่งเป็น AI รุ่นล่าสุดและทรงพลังที่สุดของ Google เข้ากับ Bixby ผู้ช่วยเสมือนของ Samsung เอง ผลลัพธ์ที่ได้คือระบบ AI ที่เข้าใจบริบทของผู้ใช้ในระดับลึก ทั้งภาษา ความต้องการ และพฤติกรรมการใช้งาน

ฟีเจอร์เด่นของ Galaxy AI ที่ Samsung กำลังขยายออกไปครอบคลุม:

  • Live Translate: แปลภาษาแบบ real-time ระหว่างการโทรศัพท์โดยไม่ต้องเปิดแอปแปลแยกต่างหาก
  • Note Assist: สรุปบันทึกและสร้างแผนงานจากการบันทึกเสียงอัตโนมัติ
  • Circle to Search: วงกลมเพื่อค้นหาสิ่งที่สนใจในหน้าจอทันทีโดยไม่ต้องออกจากแอป
  • Generative Edit: แก้ไขและปรับแต่งภาพถ่ายด้วย AI แบบ generative
  • Chat Assist: ช่วยร่างและตอบข้อความในโทนที่เหมาะสมกับสถานการณ์
  • Browsing Assist: สรุปหน้าเว็บและสกัดข้อมูลสำคัญอัตโนมัติ

ผลกระทบต่อสงคราม AI ระหว่าง Google กับ OpenAI

การตัดสินใจของ Samsung ครั้งนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อสมรภูมิ AI โลก ในฐานะผู้สนับสนุนแพลตฟอร์ม Android รายใหญ่ที่สุดของโลก การที่ Samsung เลือกผนึกกำลังกับ Google Gemini อย่างเต็มตัวนั้นหมายความว่า Google จะมีฐานผู้ใช้งาน AI เพิ่มขึ้นอีก 800 ล้านคนภายในสิ้นปีนี้

นักวิเคราะห์หลายรายมองว่านี่คือ game changer สำหรับ Google ในการแข่งขันกับ OpenAI ซึ่งมีฐานผู้ใช้ ChatGPT ราว 600 ล้านคนทั่วโลก การที่ Gemini จะอยู่ใน pocket ของผู้คนกว่า 800 ล้านคน และอยู่ในห้องนั่งเล่นผ่าน Smart TV รวมถึงในครัวผ่านตู้เย็นอัจฉริยะ ถือเป็นการสร้าง touch point ที่ครอบคลุมชีวิตประจำวันอย่างที่ OpenAI ยังทำไม่ได้

ยิ่งไปกว่านั้น ผลสำรวจของ Samsung เองพบว่าการรับรู้แบรนด์ Galaxy AI พุ่งสูงขึ้นจาก 30% เป็น 80% ภายในเวลาเพียงหนึ่งปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคทั่วไปเริ่มคุ้นเคยและยอมรับ AI ในอุปกรณ์ประจำวันมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ความท้าทาย: วิกฤตชิปหน่วยความจำและราคาที่อาจปรับขึ้น

แม้แผนงานจะดูสดใส แต่ Samsung ก็ยอมรับว่ามีความท้าทายสำคัญที่ต้องเผชิญ วิกฤตชิปหน่วยความจำ HBM (High Bandwidth Memory) ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกในปี 2026 กำลังสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตอย่างหนัก ทั้งนี้ความต้องการ HBM จากศูนย์ข้อมูล AI ทั่วโลกสูงจนทำให้ราคาชิปพุ่งขึ้นกว่า 1,000% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

Roh ไม่ปฏิเสธว่าราคาสินค้าปลายทางอาจต้องปรับสูงขึ้น โดยกล่าวว่า Samsung ไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะขึ้นราคาผลิตภัณฑ์เนื่องจากต้นทุนชิปที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทกำลังหาทางสร้างสมดุลระหว่างการรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านราคากับการลงทุนใน AI ที่จำเป็นต้องต่อเนื่อง

  • ราคา HBM พุ่งสูงกว่า 1,000% ส่งผลให้ต้นทุนการผลิต flagship ขยับสูง
  • การแข่งขันกับ Apple ในตลาด premium สูงขึ้นท่ามกลางภาวะกำลังซื้อที่อ่อนแอ
  • ความเสี่ยงจากสงครามการค้าและการจำกัดการส่งออกชิปจากสหรัฐฯ ต่อห่วงโซ่อุปทาน
  • ความท้าทายด้านความเป็นส่วนตัว (privacy) เมื่อ AI อยู่ในทุกอุปกรณ์ภายในบ้าน

มุมมองของนักวิเคราะห์: ใครได้ประโยชน์มากที่สุด

นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ระบุว่าความร่วมมือระหว่าง Samsung และ Google ครั้งนี้เป็นการสร้าง duopoly ใน Android AI ecosystem ซึ่งจะทำให้ทั้งสองบริษัทแข็งแกร่งขึ้นมากในระยะยาว ขณะที่คู่แข่งอย่าง Xiaomi, OPPO และ Vivo ซึ่งส่วนใหญ่อาศัย AI โมเดลจากบริษัทของตัวเองหรือใช้ Baidu AI จะอยู่ในสภาพที่เสียเปรียบมากขึ้น

สำหรับผู้บริโภคทั่วไป การขยายตัวของ Galaxy AI หมายความว่าฟีเจอร์ที่เคยมีเฉพาะในรุ่นราคาแพง เช่น Galaxy S26 Ultra จะเริ่มกระจายไปสู่รุ่นระดับกลางอย่าง Galaxy A series และในที่สุดก็จะไปถึงรุ่นเริ่มต้นอย่าง Galaxy M series ด้วย ซึ่งหมายความว่า AI จะไม่ใช่สิทธิพิเศษของผู้ที่มีกำลังซื้อสูงอีกต่อไป

นักวิเคราะห์จาก IDC ยังชี้ว่าการเคลื่อนไหวของ Samsung ครั้งนี้จะเร่งให้ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนรายอื่นต้องปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนา AI โมเดลของตัวเอง หรือการทำสัญญากับผู้ให้บริการ AI รายอื่น เพราะในอนาคตอันใกล้ อุปกรณ์ที่ไม่มี AI จะกลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคไม่ต้องการอีกต่อไป


บทสรุป: โลกกำลังก้าวสู่ยุค AI ทั่วถึง

เป้าหมาย 800 ล้านอุปกรณ์ของ Samsung ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางธุรกิจ แต่คือสัญญาณที่ชัดเจนว่า AI กำลังเปลี่ยนจากเทคโนโลยีของคนส่วนน้อยมาเป็นเทคโนโลยีที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ smartphone ราคา 150 ดอลลาร์ในประเทศกำลังพัฒนา หรือเจ้าของ Smart TV ในห้องนั่งเล่นที่บ้าน

กลยุทธ์ Connect Future ของ Samsung สะท้อนให้เห็นวิสัยทัศน์ที่ว่า AI จะไม่ใช่แอปพลิเคชันที่เราเลือกเปิดใช้งาน แต่จะกลายเป็นชั้นที่อยู่ใต้ทุกสิ่งที่เราทำ ซึ่งในทางหนึ่งเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น แต่ในอีกทางหนึ่งก็นำมาซึ่งคำถามสำคัญเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัยของข้อมูล และการพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไปที่สังคมจะต้องหาคำตอบร่วมกัน

สิ่งหนึ่งที่แน่ชัดคือ สงคราม AI ปี 2026 ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในศูนย์ข้อมูลหรือในห้องปฏิบัติการวิจัยอีกต่อไป แต่กำลังต่อสู้กันอยู่บน lock screen ของสมาร์ตโฟนในกระเป๋าของประชาชนกว่า 800 ล้านคนทั่วโลก