Waymo ขยายบริการ Robotaxi สู่ 10 เมืองในสหรัฐฯ เตรียมบุกลอนดอนและโตเกียวปี 2026
Waymo เปิดตัวพร้อมกัน 4 เมืองใหม่: ก้าวประวัติศาสตร์ของรถแท็กซี่ไร้คนขับ
Waymo บริษัทเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับในเครือ Alphabet (บริษัทแม่ของ Google) ประกาศเปิดตัวบริการ Robotaxi พร้อมกันถึง 4 เมืองในสหรัฐอเมริกาในวันเดียว ได้แก่ Dallas, Houston, San Antonio และ Orlando นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่บริษัทเปิดให้บริการหลายเมืองพร้อมกัน ส่งผลให้ปัจจุบัน Waymo มีเมืองที่ให้บริการเชิงพาณิชย์รวมทั้งสิ้น 10 เมืองทั่วสหรัฐฯ
การขยายตัวครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่า Waymo กำลังเร่งเครื่องเต็มสูบในการแข่งขันตลาด Robotaxi ซึ่งในอนาคตอาจมีมูลค่าสูงถึงหลายล้านล้านดอลลาร์ โดยคู่แข่งสำคัญอย่าง Tesla ยังคงไม่สามารถตามทันได้
รายละเอียดการให้บริการและเทคโนโลยีที่ใช้
ในเมืองใหม่ทั้ง 4 แห่ง Waymo จะใช้ระบบขับขี่อัตโนมัติรุ่นที่ 5 (5th-generation driver system) ติดตั้งในรถยนต์ Jaguar I-PACE ซึ่งเป็นรถไฟฟ้า 100% โดยในช่วงแรกจะมีรถให้บริการจำนวนหลายสิบคันต่อเมือง และจะทยอยเพิ่มจำนวนขึ้นตามความต้องการและการขยายโครงสร้างพื้นฐานอย่างระบบชาร์จและศูนย์บำรุงรักษา
การเชิญผู้โดยสารจะดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป โดย Waymo จะส่งคำเชิญให้กับผู้ที่ลงทะเบียนรอไว้ล่วงหน้า เพื่อให้มั่นใจว่าประสบการณ์การใช้งานจะราบรื่นก่อนที่จะเปิดให้บริการแก่สาธารณชนทั่วไปในช่วงปลายปีนี้
เป้าหมายสูงสุด: 1 ล้านเที่ยวต่อสัปดาห์ภายในสิ้นปี 2026
Waymo ตั้งเป้าหมายทะเยอทะยานในการให้บริการมากกว่า 1 ล้านเที่ยวต่อสัปดาห์ภายในสิ้นปี 2026 และวางแผนขยายเครือข่ายไปยังมากกว่า 20 เมืองทั่วโลก รวมถึงเมืองใหญ่อย่าง Denver, Washington D.C. ในสหรัฐอเมริกา รวมถึงการบุกตลาดต่างประเทศเป็นครั้งแรกด้วยการเปิดตัวในลอนดอน สหราชอาณาจักร และโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
การขยายสู่ตลาดต่างประเทศถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะนั่นหมายความว่าระบบ AI ของ Waymo จะต้องเรียนรู้กฎจราจร สภาพถนน และพฤติกรรมคนขับที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในแต่ละประเทศ
การแข่งขันกับ Tesla และผู้เล่นรายอื่น
ในขณะที่ Waymo ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว Tesla ซึ่งเคยประกาศว่าจะเปิดตัวบริการ Robotaxi ของตนในชื่อ Cybercab กลับยังคงล้าหลัง โดยล่าสุด Elon Musk ยังไม่สามารถประกาศวันเปิดตัวที่ชัดเจนได้ ทำให้นักวิเคราะห์หลายรายมองว่า Waymo กำลังทิ้ง Tesla ไว้ข้างหลังในการแข่งขันครั้งนี้
นอกจาก Tesla แล้ว Uber ก็เป็นผู้เล่นสำคัญที่น่าจับตา โดยได้ทำข้อตกลงเป็นพันธมิตรกับนักพัฒนาเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติมากกว่า 12 ราย รวมถึง Waymo และ Baidu และวางแผนนำรถไร้คนขับไปให้บริการใน 15 เมืองทั่วโลกภายในสิ้นปีนี้ รวมถึงลอนดอนและลอสแอนเจลิส
ความกังวลด้านความปลอดภัยและการจ้างงาน
แม้ว่าตัวเลขและแผนการขยายตัวจะดูน่าตื่นเต้น แต่ก็ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความกังวลจากหลายฝ่าย ในรัฐ Illinois สหภาพแรงงานรถบรรทุก Illinois Teamsters ได้ยื่นคัดค้าน Autonomous Vehicle Pilot Project Act อย่างเป็นทางการ หลังจาก Waymo ประกาศแผนการทำแผนที่ถนนในชิคาโก โดยให้เหตุผลว่ากฎหมายดังกล่าวจะเป็นภัยคุกคามต่อการจ้างงานชนชั้นกลางและความปลอดภัยสาธารณะ
นอกจากนี้ เหตุการณ์ยิงปืนในเมือง Austin รัฐ Texas เมื่อต้นเดือนมีนาคม ที่รถพยาบาลถูกรถ Autonomous Vehicle ขวางทาง ยังได้จุดประเด็นคำถามใหม่เกี่ยวกับความพร้อมของเทคโนโลยีนี้ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ซับซ้อน
ผลกระทบต่อสังคมและโครงสร้างเมือง
งานวิจัยล่าสุดจาก University of Texas-Arlington พบว่าหากสหรัฐอเมริกาเปลี่ยนผ่านไปใช้รถยนต์ไร้คนขับอย่างกว้างขวาง จำนวนระยะทางที่ยานพาหนะวิ่งในเมืองอาจเพิ่มขึ้นราว 6% เนื่องจากรถเปล่าที่วิ่งหาผู้โดยสาร ซึ่งอาจกลายเป็นปัญหาการจราจรติดขัดที่รุนแรงขึ้นในเมืองใหญ่
อย่างไรก็ตาม ผู้สนับสนุนเทคโนโลยีนี้ชี้ให้เห็นว่า Waymo มีสถิติความปลอดภัยที่ดีกว่าคนขับมนุษย์ถึง 4 เท่าในการวัดอัตราการเกิดอุบัติเหตุต่อระยะทางที่วิ่ง ซึ่งเป็นข้อมูลที่น่าสนใจในการประเมินอนาคตของเทคโนโลยีนี้
Waymo กำลังเดินหน้าด้วยความเชื่อมั่นว่าปี 2026 คือปีที่ Robotaxi จะเข้าสู่ชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างแท้จริง และด้วยแผนการขยายที่ชัดเจนสู่มากกว่า 20 เมืองทั่วโลก รวมถึงการตั้งเป้า 1 ล้านเที่ยวต่อสัปดาห์ นี่อาจเป็นจุดพลิกผันสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการเดินทางในเมืองไปตลอดกาล